การอยู่ร่วมกับคนที่คิดต่างทางความเชื่อเกี่ยวกับ LGBTQ+
วัตถุประสงค์
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับมุมมองต่าง ๆ ในเรื่อง LGBTQ+ พิจารณาความเชื่อของตนเอง และกลั่นกรองท่าทีและแนวทางการปฏิบัติตัวต่อ LGBTQ+ และผู้เชื่ออื่นๆ
มุมมองต่างๆ เกี่ยวกับ LGBTQ+
ที่มา: Generous Spaciousness โดย Wendy VanderWal-Gritter ผู้นำพันธกิจที่ช่วยเหลือ LGBTQ+
-
เป็นการปฏิเสธพระเจ้า (เรียกร้องให้กลับใจ)
LGBTQ เกิดจากการปฏิเสธพระเจ้า การกลับใจและยอมจำนนต่อพระคริสต์จะนำไปสู่การชำระให้บริสุทธิ์ ซึ่งอาจหมายถึงการหมดความต้องการต่อเพศเดียวกัน หรือมีความต้องการต่อเพศตรงข้าม
แนวคิดนี้ไม่สอดคล้องกับประสบการณ์ของคริสเตียนที่ผ่านพันธกิจแก้เกย์ ซึ่งเกือบทุกคนไม่ได้มีเพศวิถีที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งผู้เชื่อในแนวคิดนี้มักจะอ้างว่าคนเหล่านี้มีความเชื่อไม่เพียงพอ หรือปฏิบัติไม่เคร่งครัด คำอ้างเหล่านี้ทำร้ายความรู้สึกของคริสเตียน LGBTQ+ เป็นอย่างมาก
-
เป็นอาการป่วย หรืออาการเสพติด (เรียกร้องให้หลีกหนี)
LGBTQ+ เป็นความอ่อนแอทางศีลธรรม คริสเตียนควรต่อสู้โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่จะกระตุ้นความรู้สึกในเชิง LGBTQ+ เช่น ไม่เรียกตัวเองว่าเป็น LGBTQ+ ครองตัวเป็นโสด ไม่คบหาคนที่เป็น LGBTQ+ ไม่เสพสื่อหรือทำกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ
ปัญหาของแนวคิดนี้ คือการพยายามโกหกตัวเองจะนำไปสู่การใช้ชีวิตแบบแยกส่วน และสุดท้ายเมื่อทนไม่ไหวก็อาจจะเกิดระเบิดออกมาจนทำร้ายคนรอบข้างหรือทำร้ายตนเองได้ ทั้งนี้มุมมองนี้ยังขัดแย้งกับงานวิจัยทางจิตวิทยาที่แสดงให้เห็นว่า LGBTQ+ ที่ยอมรับตัวเองได้ ไม่มีความแตกต่างในเรื่องความสุขและการปรับตัวเข้าสังคมเมื่อเทียบกับคนที่ไม่เป็น LGBTQ+
-
เป็นความแตกสลายของมนุษย์ (เรียกร้องให้ช่วยเหลือ)
LGBTQ+ เป็นสภาพที่เกิดจากโลกที่ตกอยู่ในความบาป ไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้า แต่ก็ไม่เกินกว่าพระคุณ และไม่ได้เกิดจากบาปของใครคนใดคนหนึ่ง บุคคลซึ่งเป็น LGBTQ+ จึงต้อง “รับกางเขนของตนแบกทุกวัน”
ทางเลือกปฏิบัติของ LGBTQ+ นั้นจึงต้องคำนึงคล้ายกับสภาวะแตกสลายอื่นๆ เช่น เราสร้างรถเข็นให้ผู้พิการ เราให้ผู้เป็นหมันรับเลี้ยงเด็กได้ แม้สภาพเหล่านี้ไม่อาจเทียบเคียงกับประสบการณ์ของ LGBTQ+ ได้ แต่เราอาจจะพอเห็นว่าเราต้องช่วยเหลือให้ LGBTQ+ มีชีวิตที่บริบูรณ์ เช่น หากเราเชื่อว่าพระเจ้าให้ชีวิตสมรสสำหรับคู่ชายหญิง เราอาจจะยอมให้ LGBTQ+ มีคู่ชีวิตที่ไม่มีเพศสัมพันธ์กันได้ หรือ LGBTQ+ ที่ต้องการมีลูก ก็สามารถอุปการะเด็กได้ บางคนอาจจะมองว่า พระคุณของพระเจ้าสามารถอนุญาตให้ LGBTQ+ แต่งงานกันก็ได้
ปัญหาของการมอง LGBTQ+ เป็นความแตกสลายคืออาจทำให้ LGBTQ+ เกิดความรู้สึกว่าเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง และเกิดการเลือกปฏิบัติ พระคัมภีร์เน้นเรื่องการเลือกปฏิบัติหลายครั้ง และย้ำให้เรารักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
-
เป็นความหลากหลายโดยธรรมชาติ (เรียกร้องให้น้อมรับและชื่นชม)
LGBTQ เป็นความหลากหลายที่เกิดขึ้นทั่วไปในธรรมชาติ เช่นเดียวกับลักษณะอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับประชากรส่วนน้อย เช่น การถนัดซ้าย หรือการมีตาสองสี แม้ในอดีตสังคมอาจจะมองว่าผิดปกติ แต่ปัจจุบันเราได้เรียนรู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งเราควรน้อมรับและชื่นชม
ในมุมมองนี้ พระเจ้าได้ใช้ความแตกต่างของ LGBTQ+ ในการเปิดมุมมองใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยยกระดับสังคมและมนุษยชาติได้
คำถาม
คุณมีมุมมองเกี่ยวกับ LGBTQ+ อย่างไร คุณคิดว่าคริสตจักรควรมีท่าทีอย่างไรต่อกลุ่มคริสเตียน LGBTQ+
(หมายเหตุ: มุมมองต่อ L/G/B/T/Q ก็อาจจะแตกต่างกันด้วย)
ความเชื่อที่แตกต่าง
อ่าน โรม 14:1-7, 13-14, 21-23 (NTV ตัดตอนมาเพื่อให้กระชับ)
จงรับผู้ที่ยังมีความเชื่ออ่อนแอ แต่อย่าโต้เถียงกับเขาในเรื่องความคิดเห็นส่วนตัว คนหนึ่งเชื่อว่าจะรับประทานอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่ผู้ที่ยังมีความเชื่ออ่อนแอรับประทานแต่ผักเท่านั้น อย่าให้คนที่รับประทานทุกสิ่งดูหมิ่นคนที่ไม่รับประทาน และอย่าให้คนที่ไม่รับประทานกล่าวโทษคนที่รับประทาน เพราะพระเจ้าได้รับเขาไว้แล้ว ท่านเป็นใครที่จะกล่าวโทษผู้รับใช้ของผู้อื่น เขาจะยืนหยัดได้หรือล้มลงก็แล้วแต่นายของเขา และเขาจะยืนหยัดได้แน่ เพราะพระผู้เป็นเจ้าสามารถเป็นผู้โปรดให้เขายืนหยัดได้
คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งสำคัญกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน จงให้แต่ละคนมีความแน่ใจในความคิดของตนเถิด คนที่ถือวันก็ถือเพื่อเป็นเกียรติแด่พระผู้เป็นเจ้า และคนที่รับประทานก็เพื่อเป็นเกียรติแด่พระผู้เป็นเจ้า เพราะเขาขอบคุณพระเจ้า และผู้ที่ไม่รับประทานก็เพื่อเป็นเกียรติแด่พระผู้เป็นเจ้า และขอบคุณพระเจ้าด้วย …
ฉะนั้น เราอย่ากล่าวโทษกันและกันอีกเลย แต่จงตัดสินใจให้แน่วแน่ว่า จะไม่ทำให้พี่น้องสะดุดใจหรือฉุดรั้งเขาไว้ ข้าพเจ้าทราบและเชื่อแน่ในพระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้าว่า ไม่มีสิ่งใดที่เป็นมลทินในตัวเองเลย แต่คนที่คิดเองว่าสิ่งใดเป็นมลทิน สิ่งนั้นก็เป็นมลทินสำหรับคนๆ นั้น …
ถ้าการรับประทานเนื้อสัตว์หรือดื่มเหล้าองุ่น หรือกระทำสิ่งใดที่ทำให้พี่น้องของท่านสะดุดใจก็อย่าทำเลยเสียดีกว่า สิ่งใดในเรื่องเหล่านี้ที่ท่านเชื่อ ท่านจงนึกเสียว่าเป็นเรื่องระหว่างท่านกับพระเจ้า ผู้ใดไม่กล่าวโทษตนเองในสิ่งที่ตนเห็นชอบแล้ว ก็เป็นสุข แต่ถ้าคนที่รับประทานมีความสงสัยก็ถูกกล่าวโทษ เพราะเขาไม่ได้รับประทานตามความเชื่อ และสิ่งใดก็ตามที่ไม่ได้เกิดจากความเชื่อก็เป็นบาป
คำถาม
-
ในความเห็นของเปาโล ผู้ที่มีความเชื่ออ่อนแอ กับ ผู้ที่มีความเชื่อเข้มแข็ง มีความเชื่อต่างกันเกี่ยวกับเรื่องของอาหารอย่างไร
ผู้ที่มีความเชื่ออ่อนแอรับประทานแต่ผักเท่านั้น (ในสมัยโรมันเนื้อที่ขายตามท้องตลาดเป็นเนื้อที่ผ่านการถวายบูชาเทพเจ้า) ผู้ที่มีความเชื่อเข้มแข็งรับประทานได้ทุกอย่าง
-
ทั้งสองกลุ่มน่าจะมีท่าทีต่อกันอย่างไร จึงเป็นเหตุในเปาโลตักเตือน ทำไมเขาจึงมีท่าทีเช่นนั้น
คนที่รับประทานทุกสิ่งดูหมิ่นคนที่ไม่รับประทาน (หาว่าคนที่ไม่กินเนื้อยึดตึดกับธรรมเนียมโบราณ ไม่เปิดใจ)
คนที่ไม่รับประทานกล่าวโทษคนที่รับประทาน (หาว่าคนที่กินเนื้อทำบาป) -
เหตุใดเปาโลถึงไม่ให้โต้เถียงกันเรื่องนี้
เพราะทั้งคู่ต่างก็ปฏิบัติตามความเชื่อของตนในการถวายเกียรติแด่พระเจ้า เมื่อทำตามความเชื่อก็ไม่บาป หากเราไปฝืนความเชื่อของอีกฝ่าย เราก็เป็นเหตุให้เขาทำบาป
-
ในกาลาเทีย 2:11-14 เปาโลได้ต่อว่าเปโตรที่ไม่ยอมรับประทานอาหารร่วมกับชาวต่างชาติ เพื่อเอาใจพวกยิวที่มีความเชื่อเช่นนั้น แม้เปโตรเองจะไม่ได้เชื่อแบบนั้นก็ตาม ในเหตุการณ์นี้ มีความแตกต่างจากที่เปาโลพูดถึงความแตกต่างของความเชื่ออย่างไร เหตุใดเปาโลจึงคิดว่าเปโตรทำไม่ถูกต้อง
การเลือกรับประทานอาหารเป็นความเชื่อส่วนตัว แต่การแบ่งแยกโต๊ะอาหารระหว่างคนยิวกับคนต่างชาติเป็นการเลือกปฏิบัติ ทำให้ชาวต่างชาติรู้สึกด้อยค่า สิ่งนี้ไม่ใช่การแสดงความรักอย่างเช่นการเลือกไม่กินอาหารที่อีกฝ่ายรังเกียจ
-
คริสเตียนที่มีความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ ที่แตกต่างกัน ควรมีแนวทางการปฏิบัติตนอย่างไร
ในเรื่องชีวิตส่วนตัว ทุกฝ่ายควรปฏิบัติตามความเชื่อของตนเอง ผู้ที่เชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันเป็นความบาปก็ไม่ควรมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน ในขณะเดียวกันก็ต้องให้เกียรติความเชื่อของกันและกันด้วย และต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความรักและความเท่าเทียม ไม่ใช้เหตุที่ความเชื่อแตกต่างกันมาทำให้เลือกปฏิบัติ